กด Like ไป1ทีเพื่อน
Blog Archive
ป้ายกำกับ
- ชานนท์คนกันเอง (1)
- Billionare (1)
- Music (5)
ขับเคลื่อนโดย Blogger.
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Music แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Music แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554
เนื้อเพลงและคำแปล บิลเลี่ยนแน Billionaire - ทราวี่ แม็คคอย และ บรูโน่ มาร์
15:22 | เขียนโดย
JJ King |
แก้ไขบทความ
Billionaire - Travie Mccoy เนื้อเพลง และ แปล ครับเพื่อนๆ
เพลง Billionaire ขับร้องโดย Travis McCoy นักร้องนำวง Gym Class Heroes ครับ ซึ่งเพลงนี้ก็ได้ช่วยประสานเสียงโดย Bruno Mars ผมชอบมาก
เพลงBillionaireได้ไต่ขึ้นไปสูงสุดถึงอันดับที่ 5 ของ Billboard charts แน๊ะ แรงส์จริงๆ
2 คนเค้าร้องกันได้สนุกจัด แถมเนื้อเพลงเจ๋งอีกต่างหาก ลุยย!!!
2 คนเค้าร้องกันได้สนุกจัด แถมเนื้อเพลงเจ๋งอีกต่างหาก ลุยย!!!
I wanna be a billionaire so fucking bad
ขั้นอยากจะเป็นเศรษฐีอย่างมาก
Buy all of the things I never had
จะซื้อทุกอย่างที่ฉันไม่เคยมี
Uh, I wanna be on the cover of Forbes magazine
ชั้นอยากจะไปอยู่บนหน้าปกนิตยสารฟอร์บ (ฟอร์บเป็นนิตยสารจัดอันดับคนรวยที่สุดในประเทศ40ท่าน)
Smiling next to Oprah and the Queen
ยืนยิ้มเคียงข้างโอปราและพระราชินี (โอปราห์ เกล วินฟรีย์ เป็นพิธีกรชื่อดังประเภททอล์คโชว์ รายการ The Oprah Winfrey Show ทอล์คโชว์ที่มีเรทติ้งการชมสูงที่สุดในประวัติศาสตร์รายการโทรทัศน์ และยังเป็นผู้หญิงชาวแอฟริกัน อเมริกันที่รวยที่สุดในศตวรรษที่ 20 )
[Chorus]
Oh every time I close my eyes
Oh every time I close my eyes
โอ้ ทุกครั้งที่ฉันหลับตา
I see my name in shining lights
ฉันเห็นชื่อตัวเองสว่างสดใส
A different city every night oh
เปลี่ยนเมืองที่จะไปอยู่ทุกๆคืน
I swear the world better prepare
สาบานได้ว่าโลกนี้ได้เตรียมไว้ดีกว่า
For when I’m a billionaire
เมื่อฉันได้เป็นเศรษฐี
[Travis "Travie" McCoy]
Yeah I would have a show like Oprah
ชั้นจะทำโชว์เหมือนโอปรา
| แจกรถสปอร์ต276คัน |
(โอปราห์ เกล วินฟรีย์ เป็นพิธีกรชื่อดังประเภททอล์คโชว์ รายการ The Oprah Winfrey Show ทอล์คโชว์ที่มีเรทติ้งการชมสูงที่สุดในประวัติศาสตร์รายการโทรทัศน์ และยังเป็นผู้หญิงชาวแอฟริกัน อเมริกันที่รวยที่สุดในศตวรรษที่ 20 )ล่าสุดนิตยสารฟอร์บส์เปิดเผยข้อมูลว่าโอปราห์คือสตรีผู้ร่ำรวยที่สุดในวงการบันเทิง ด้วยสินทรัพย์ประมาณ 2,500 ล้านดอลลาร์ ทิ้งห่างอันดับ 2 "เจ. เค. โรว์ลิ่ง" นักเขียนชาวอังกฤษเจ้าของวรรณกรรมเยาวชนขายดี "แฮรี่ พอตเตอร์" ที่มีสินทรัพย์ประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ และอันดับ 3 คือ "มาร์ธา สจ๊วต" นักธุรกิจหญิงชาวอเมริกัน ซึ่งมีสินทรัพย์ประมาณ 600 ล้านดอลลาร์
I would be the host of, everyday Christmas
ชั้นจะเป็นผู้จัดงานคริสมาสทุกๆวัน
Give Travie a wish list
มาขอพรจาก Travie
I’d probably pull an Angelina and Brad Pitt
ชั้นอาจจะดึง Angelina และ Brad Pitt มาร่วมเลี้ยงเด็ก
And adopt a bunch of babies that ain’t never had sh-t
และรับเลี้ยงเด็กยากไร้เหล่านั้น
Give away a few Mercedes like here lady have this
แจกรถเบ็นซ์ให้สาวๆขับ
And last but not least grant somebody their last wish
และสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด จะให้พรตามที่หวัง
Its been a couple months since I’ve single so
เป็นเวลาหลายเดือนตั้งแต่ชั้นอยู่โดดเดี่ยว
You can call me Travie Claus minus the Ho Ho
เธอสามารถเรียกฉันว่า ทราวิส คลอส ไม่มี โฮะๆ(ใช้เรียกแทนซานตา คลอส โฮะๆ)
Get it, hehe, I’d probably visit where Katrina hit
ฉันเข้าใจ ฉันจะไปเยี่ยมพื้นที่ที่โดนผลกระทบจากพายุแคทริน่า
And damn sure do a lot more than FEMA did
และแน่นอนว่าฉันทำได้มากกว่าที่ FEMA(องค์กรเพื่อการบริหารจัดการสถานการ์ณฉุกเฉินแห่งรัฐบาลกลาง)ทำ
Yeah can’t forget about me stupid
และจะไม่มีวันลืมฉัน
Everywhere I go Imma have my own theme music
ทุกที่ที่ฉันไปก็จะเปิดเพลงของฉัน
[Travis "Travie" McCoy]
I’ll be playing basketball with the President
ฉันจะเล่นบาสเก็ตบอลกับปธานาธิบดี
Dunking on his delegates
ยัดห่วง(บาส)ในฝ่ายผู้ช่วยของเขา
Then I’ll compliment him on his political etiquette
และฉันก็จะชมเชยในมารยาทของเค้า
Toss a couple milli in the air just for the heck of it
โยนเงินล้านเหรียญไปบนอากาศเพื่อคนที่กำลังประท้วง
But keep the fives, twentys ... completely separate
แต่ก็แยกห้า ยี่สิบ เอาไว้ (ยังงงอยู่ ขอโทษครับผม งง น่าจะแยกเงินไว้นะ)
And yeah I’ll be in a whole new tax bracket
และฉันก็จะยอมจ่ายภาษี (คนรวยชอบหนีภาษี)
We in recession but let me take a crack at it
เราอยู่ในช่วงตกต่ำของเศรษกิจ แต่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันจัดการปัญหานี้เถอะ
I’ll probably take whatevers left and just split it up
ฉันจะดูแลทุสิ่งที่เหลืออยู่และทำให้มันงอกเงยขึ้น
So everybody that I love can have a couple bucks
และทุกคนที่ฉันรักก็จะได้หลายถัง(กล่าวถึงการแจกอาหาร)
And not a single tummy around me would know what hungry was
และไม่มีสักคนที่อยู่รอบตัวฉันที่รู้จักความหิวโหย
Eating good sleeping soundly
กินดี หลับสบาย
I know we all have a similar dream
ฉันรู้ว่าทุกคนมีฝันที่เหมือนกัน
Go in your pocket pull out your wallet
ล้วงไปในกระเป๋าแล้วหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา
And put it in the air and sing
และโยนมันไปในอากาศแล้วร้องเพลงออกมา
>>ย้อนไปท่อนฮุค I wanna be a billionaire so fucking bad
ที่นี้เรามาวิเคราะห็บางประโยคกันนะ
" And yeah I’ll be in a whole new tax bracket และฉันก็จะยอมจ่ายภาษีทั้งหมด "
เป็นการพูดประชดคนรวยบางคนครับ เพราะคนรวยส่วนมากมักจะหาวิธีเลี่ยงภาษี(ทั้งๆที่ตัวเองมีรายได้มากกว่าคนชั้นกลาง)
" And not a single tummy around me would know what hungry was
และรอบๆตัวฉันไม่ใช่มีแค่ท้องเดียวที่รู้ถึงความหิว(อดอยาก) "
แบบมันเจ๋งทั้งเนื้อร้องและความสนุกสนานของดนตรี แถมยังได้ไอเสียงหล่อ บรูโน่ มาร์ มาร้องท่อนฮุคให้อีก เฟี้ยวเงาะมากๆ ชอบเพลงนี้มาก ไว้พี่จะเอาคอร์ดมาฝาก เพราะมันเป็นเพลงที่ผมเล่นทุกๆครั้งที่จับกีต้าร์ แต่แปลออกมาเป็นไทยๆก็ประมาณว่า "ใครอยากเป็นเศรษฐี?" "ฉันนะสิๆ!" 55555
วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2554
No Woman, No Cry -Bob Marley
10:32 | เขียนโดย
Ali Pml |
แก้ไขบทความ
No Woman, No Cry
-Bob Marley
No, woman, no cry;
No, woman, no cry;
No, woman, no cry;
No, woman, no cry.
Said - said - said: I remember when we used to sit
In the government yard in trenchtown,
Oba - obaserving the ypocrites
As they would mingle with the good people we meet.
Good friends we have, oh, good friends weve lost
Along the way.
In this great future, you cant forget your past;
So dry your tears, I seh.
No, woman, no cry;
No, woman, no cry.
ere, little darlin, dont shed no tears:
No, woman, no cry.
Said - said - said: I remember when-a we used to sit
In the government yard in trenchtown.
And then Georgie would make the fire lights,
As it was logwood burnin through the nights.
Then we would cook cornmeal porridge,
Of which Ill share with you;
My feet is my only carriage,
So Ive got to push on through.
But while Im gone, I mean:
Everythings gonna be all right!
Everythings gonna be all right!
Everythings gonna be all right!
Everythings gonna be all right!
I said, everythings gonna be all right-a!
Everythings gonna be all right!
Everythings gonna be all right, now!
Everythings gonna be all right!
So, woman, no cry;
No - no, woman - woman, no cry.
Woman, little sister, dont shed no tears;
No, woman, no cry.
I remember when we used to sit
In the government yard in trenchtown.
And then Georgie would make the fire lights,
As it was logwood burnin through the nights.
Then we would cook cornmeal porridge,
Of which Ill share with you;
My feet is my only carriage,
So Ive got to push on through.
But while Im gone:
No, woman, no cry;
No, woman, no cry.
Woman, little darlin, say dont shed no tears;
No, woman, no cry.
Eh! (little darlin, dont shed no tears!
No, woman, no cry.
Little sister, dont shed no tears!
No, woman, no cry.)
คำแปล
ไม่... คุณผู้หญิง อย่าร้องไห้ ๆๆๆ
ฉันยังจำวันที่เราเคยนั่งที่สนามของรัฐในเมืองเทรนช์ทาวน์ (ในจาไมกา)
เฝ้าสังเกตพวกหน้าไหว้หลังหลอก
ที่มักจะอยู่ปนกับคนดีๆที่เราพบ
เพื่อนดีๆที่เรามี และ เพื่อนดีๆที่เราสูญเสีย ไปตลอดเส้นทางเดิน
มีอนาคตที่แสนยิ่งใหญ่รออยู่ แม้เธอไม่สามารถลืมอดีตของเธอได้
ดังนั้น เช็ดน้ำตาให้แห้ง
ไม่...คุณผู้หญิง อย่าร้องไห้ๆ
สาวน้อย...อย่าให้น้ำตาไหลออกมา
ไม่...คุณผู้หญิง อย่าร้องไห้
ฉันจำวันที่เราเคยนั่งที่สนามของรัฐในเมืองเทรนช์ทาวน์
จากนั้น จอร์จี้จุดไฟ ไฟที่เผาท่อนไม้ให้สว่างตลอดทั้งคืน
แล้วเราก็ปรุงแป้งข้าวโพดต้ม
ที่นั้นซึ่งฉันได้แบ่งปันกับเธอ
ฉันมีเพียงเท้าที่ใช้เดินทาง
ดังนั้นฉันต้องเดินต่อไป
แต่เมื่อฉันเดินไป ฉันหมายความว่า
ทุกอย่างจะดีเอง
ทุกอย่างจะดีเอง
ทุกอย่างจะดีเอง
ทุกอย่างจะดีเอง
เชื่อฉัน.... ทุกสิ่งจะดีเอง
ทุกอย่างจะดีเอง
ทุกอย่างจะดีเอง
ทุกอย่างจะดีเอง
ไม่...คุณผู้หญิง อย่าร้องไห้ๆ
สาวน้อย...อย่าให้น้ำตาไหลออกมา
ไม่...คุณผู้หญิง อย่าร้องไห้
Credit : Everythings gonna be all right
ถึงลุงบ็อบ มาเลย์์จะจากไปแล้วแต่เพลงทุกเพลงที่เขาได้ขับร้องจะยังคงอยู่ในใจของ Rastafarain และทุกคน ตลอดไป...........
"Get up Stand up For your right!"
-Bob Marley
No, woman, no cry;
No, woman, no cry;
No, woman, no cry;
No, woman, no cry.
Said - said - said: I remember when we used to sit
In the government yard in trenchtown,
Oba - obaserving the ypocrites
As they would mingle with the good people we meet.
Good friends we have, oh, good friends weve lost
Along the way.
In this great future, you cant forget your past;
So dry your tears, I seh.
No, woman, no cry;
No, woman, no cry.
ere, little darlin, dont shed no tears:
No, woman, no cry.
Said - said - said: I remember when-a we used to sit
In the government yard in trenchtown.
And then Georgie would make the fire lights,
As it was logwood burnin through the nights.
Then we would cook cornmeal porridge,
Of which Ill share with you;
My feet is my only carriage,
So Ive got to push on through.
But while Im gone, I mean:
Everythings gonna be all right!
Everythings gonna be all right!
Everythings gonna be all right!
Everythings gonna be all right!
I said, everythings gonna be all right-a!
Everythings gonna be all right!
Everythings gonna be all right, now!
Everythings gonna be all right!
So, woman, no cry;
No - no, woman - woman, no cry.
Woman, little sister, dont shed no tears;
No, woman, no cry.
I remember when we used to sit
In the government yard in trenchtown.
And then Georgie would make the fire lights,
As it was logwood burnin through the nights.
Then we would cook cornmeal porridge,
Of which Ill share with you;
My feet is my only carriage,
So Ive got to push on through.
But while Im gone:
No, woman, no cry;
No, woman, no cry.
Woman, little darlin, say dont shed no tears;
No, woman, no cry.
Eh! (little darlin, dont shed no tears!
No, woman, no cry.
Little sister, dont shed no tears!
No, woman, no cry.)
คำแปล
ไม่... คุณผู้หญิง อย่าร้องไห้ ๆๆๆ
ฉันยังจำวันที่เราเคยนั่งที่สนามของรัฐในเมืองเทรนช์ทาวน์ (ในจาไมกา)
เฝ้าสังเกตพวกหน้าไหว้หลังหลอก
ที่มักจะอยู่ปนกับคนดีๆที่เราพบ
เพื่อนดีๆที่เรามี และ เพื่อนดีๆที่เราสูญเสีย ไปตลอดเส้นทางเดิน
มีอนาคตที่แสนยิ่งใหญ่รออยู่ แม้เธอไม่สามารถลืมอดีตของเธอได้
ดังนั้น เช็ดน้ำตาให้แห้ง
ไม่...คุณผู้หญิง อย่าร้องไห้ๆ
สาวน้อย...อย่าให้น้ำตาไหลออกมา
ไม่...คุณผู้หญิง อย่าร้องไห้
ฉันจำวันที่เราเคยนั่งที่สนามของรัฐในเมืองเทรนช์ทาวน์
จากนั้น จอร์จี้จุดไฟ ไฟที่เผาท่อนไม้ให้สว่างตลอดทั้งคืน
แล้วเราก็ปรุงแป้งข้าวโพดต้ม
ที่นั้นซึ่งฉันได้แบ่งปันกับเธอ
ฉันมีเพียงเท้าที่ใช้เดินทาง
ดังนั้นฉันต้องเดินต่อไป
แต่เมื่อฉันเดินไป ฉันหมายความว่า
ทุกอย่างจะดีเอง
ทุกอย่างจะดีเอง
ทุกอย่างจะดีเอง
ทุกอย่างจะดีเอง
เชื่อฉัน.... ทุกสิ่งจะดีเอง
ทุกอย่างจะดีเอง
ทุกอย่างจะดีเอง
ทุกอย่างจะดีเอง
ไม่...คุณผู้หญิง อย่าร้องไห้ๆ
สาวน้อย...อย่าให้น้ำตาไหลออกมา
ไม่...คุณผู้หญิง อย่าร้องไห้
Credit : Everythings gonna be all right
ถึงลุงบ็อบ มาเลย์์จะจากไปแล้วแต่เพลงทุกเพลงที่เขาได้ขับร้องจะยังคงอยู่ในใจของ Rastafarain และทุกคน ตลอดไป...........
"Get up Stand up For your right!"
วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2554
อัลบั้มทั้งหมดของ Avenget
11:09 | เขียนโดย
JJ King |
แก้ไขบทความ
อัลบั้ม ของ Avenged Sevenfold
Waking The Fallen
วางจำหน่าย: Aug 26, 2003
สังกัด: Hopeless Records HR671
Track List :
1. Waking The Fallen
2. Unholy Confessions
3. Chapter Four
4. Remenissions
5. Desecrate Through Reverence
6. Eternal rest
7. Second Heartbeat
8. Radiant Eclipse
9. I Won't See You Tonight Part 1
10. I Won't See You Tonight Part 2
11. Clairvoyant Disease
12. And All things Will End
City of Evil
วางจำหน่าย: Jun 7, 2005
สังกัด: Warner Bros. Records
Track List :
1. Beast & The Harlot
2. Burn It Down
3. Blinded In Chains
4. Bat Country
5. Trashed & Scattered
6. Seize The Day
7. Sidewinder
8. The Wicked End
9. Strength Of The World
10. Betrayed
11. M.I.A.
AVENGED SEVENFOLD
วางจำหน่าย: Oct 30 , 2007
สังกัด: Warner Bros. Records
Track Listings :
1. Critical Acclaim
2. Almost Easy
3. Scream
4. Afterlife
5. Gunslinger
6. Unbound (The Wild Ride)
7. Brompton Cocktail
8. Lost
9. Little Piece Of Heaven
10. Dear God
Live in the LBC & Diamonds in the Rough
วางจำหน่าย: Nov 5, 2008
สังกัด: Warner Bros. Records
Track Listings : Live in the LBC (Live DVD)
1.Critical Acclaim
2.Second Heartbeat
3.Afterlife
4.Beast and the Harlot
5.Scream
6.Seize the Day
7.Walk
8.Bat Country
9.Almost Easy
10.Gunslinger
11.Unholy Confessions
12.A Little Piece of Heaven
Sounding The Seventh Trumpet
วางจำหน่าย: Mar 19, 2002
สังกัด: Hopeless Records HR660
วางจำหน่าย: Mar 19, 2002
สังกัด: Hopeless Records HR660
Track List :
1. To End The Rapture
2. Turn The Other Way
3. Darkness Surrounding
4. The Art of Subcouncious Illusion
5. We Come Out at Night
6. Lips of Deceit
7. Warmness on the Soul
8. An Epic of Time Wasted
9. Breaking their Hold
10. Forgotten Faces
11. Thick and Thin
12. Streets
13. Shattered By Broken Dreams
1. To End The Rapture
2. Turn The Other Way
3. Darkness Surrounding
4. The Art of Subcouncious Illusion
5. We Come Out at Night
6. Lips of Deceit
7. Warmness on the Soul
8. An Epic of Time Wasted
9. Breaking their Hold
10. Forgotten Faces
11. Thick and Thin
12. Streets
13. Shattered By Broken Dreams
Waking The Fallen
วางจำหน่าย: Aug 26, 2003
สังกัด: Hopeless Records HR671
Track List :
1. Waking The Fallen
2. Unholy Confessions
3. Chapter Four
4. Remenissions
5. Desecrate Through Reverence
6. Eternal rest
7. Second Heartbeat
8. Radiant Eclipse
9. I Won't See You Tonight Part 1
10. I Won't See You Tonight Part 2
11. Clairvoyant Disease
12. And All things Will End
City of Evil
วางจำหน่าย: Jun 7, 2005
สังกัด: Warner Bros. Records
Track List :
1. Beast & The Harlot
2. Burn It Down
3. Blinded In Chains
4. Bat Country
5. Trashed & Scattered
6. Seize The Day
7. Sidewinder
8. The Wicked End
9. Strength Of The World
10. Betrayed
11. M.I.A.
AVENGED SEVENFOLD
วางจำหน่าย: Oct 30 , 2007
สังกัด: Warner Bros. Records
Track Listings :
1. Critical Acclaim
2. Almost Easy
3. Scream
4. Afterlife
5. Gunslinger
6. Unbound (The Wild Ride)
7. Brompton Cocktail
8. Lost
9. Little Piece Of Heaven
10. Dear God
Live in the LBC & Diamonds in the Rough
วางจำหน่าย: Nov 5, 2008
สังกัด: Warner Bros. Records
Track Listings : Live in the LBC (Live DVD)
1.Critical Acclaim
2.Second Heartbeat
3.Afterlife
4.Beast and the Harlot
5.Scream
6.Seize the Day
7.Walk
8.Bat Country
9.Almost Easy
10.Gunslinger
11.Unholy Confessions
12.A Little Piece of Heaven
Diamonds in the Rough (CD) 1.Demons
2.Girl I Know
3.Crossroads
4.Flash of the Blade (Iron Maiden cover)
5.Until the End
6.Tension
7.Walk(Pantera cover)
8.The Fight
9.Dancing Dead
10.Almost Easy
11.Afterlife
ประวัติ Avenged Sevenfold ( A7X )
11:06 | เขียนโดย
JJ King |
แก้ไขบทความ
Avenged Sevenfold ( A7X )
เอเวนเจดเซเวนโฟลด์ Avenged sevenfold (A7X) ได้ก่อตั้งวงขึ้นเมื่อปี 1999 โดยมีอัลบั้มแรกชื่อว่า Sounding the Seventh Trumpet โดยอัลบั้มนี้ได้เกิดขึ้น ตั้งแต่สมาชิกทั้งหมดของวงนั้นยังอายุเพียง 18 ปีเท่านั้น ได้ออกวางขายกัับสังกัด Good Life Recordings หลังจากนั้น Synyster Gates ได้เข้ามาร่วมกับทางวงและทำ การอัดเสียงเพลง To End The Rapture ใหม่โดยมี Gates เล่นในเพลงนี้ด้วย และได้ วางขายโดย Hopeless Records จากนั้นอัลบั้มต่อมามีชื่อว่า Waking the Fallen ซึ่งยังอยู่กับ Hopeless Records
เช่นเดิม อัลบั้มนี้มาแรงจนได้รับคำชมเป็นอย่างมาก จากนิตยสารโรลลิงสโตน หลังจากนั้นไม่นานเอเวนเจด เซเวนโฟลด์ ( A7X ) ก็ได้เซ็นสัญญากับ Warner Bros. Records.
Synyster Gates หรือ Brian Elwin Haner, Jr. เกิดเมื่อวันที่ July 7 , 1981 ได้เข้ามา
ร่วมกับ A7X ในปี 2001 หลังจากที่วง
ได้ปล่อย อัลบั้มแรกของวง Sounding the Seventh Trumpet ไปแล้วโดยเข้ามาเล่น
ในตำแหน่งกีตาร์รี๊ด
พ่อของเขา Brian Haner Srเป็นนักดนตรี และได้ถูกขอให้ไปเล่นเพลง
ในเวอร์ชั่นอคูสติกของอัลบั้ม
ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Sidewinde ใน อัลบั้มCity of Evil Synyster Gates ตอนเปนเด็ก ได้เข้าเรียนที่Ocean View High School ณ Huntington Beach, California ต่อจากนั้นก้อได้ เข้าเรียนที่ Musicians Institute ใน Hollywood Synyster Gates เป็นกีต้าร์ระดับแนวหน้าของ โลกในยุคนี้เลยทเดียว ฝีมือของเขานั้น ถือว่าีเข้าขั้นเทพ!! ลอง search หาดูได้ครับ
Vengeance
Zacky Vengeance หรือ Zachary James Baker เป็นมือกีตาร์ของA7Xเล่นมือซ้ายด้วย เขาเกิดที่ Orange County แคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 1981 ในวัยเด็กๆพ่อแม่ ได้ส่งเค้าอยู่ที่ อียิป กับ นิวยอร์คมาหลาย ปี แต่พ่อแม่เค้าก้อพากลับมาอยู่ที่ Orange County เค้าได้เข้าเรียนประถมใน ร.ร. รัฐบาล แต่ต่อมาได้ย้ายไปที่ Huntington Beach High ทำให้เค้าได้พบกับ Matt Sanders หรือ M.Shadows, Jimmy Sullivan หรือ The Rev และ Brian Haner Jr หรือ Synyster Gates
The Rev
The Rev เกิดเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์1981 เข้าเรียนโรงเรียนเดียวกับ M.Shadows แต่ว่าถูกไล่ ออกไปตอน ป.2!! อัลบั้มแรกของเค้าออกมาเมื่อเค้าอายุ 18 ปี นอกจากจะอยู่กับ A7X แล้วเค้ายังมี Side Project ชื่อว่าวงPinkly Smooth กับ Synyster Gates อีกด้วย และเปนส่วนๆหนึ่งของวง Surf Punk ชื่อว่า Ballistico. และเขายังเคยเปนมือกลองให้แก่วง สกาชื่อว่า Suburban Legends และ Justin Sane มือเบสเก่าก้อยังเคยอยุ่ในวงนั้นด้วย The Rev นั้นเปนชื่อย่อมาจาก The ReverendTholomew Plague
Johnny Christ
Johnny Christ หรือชื่อจริงๆว่า Jonathan Lewis Seward เกิดวันที่ 18/11/1984 เปนมือเบสคนที่สามของวงหลังจาก Dameon Ash and Justin Sane มือเบส2คนที่แล้วลาออกไปโดยได้เริ่มมาเล่นกับ A7X ในอัลบั้ม Waking the fallen. Christ นั้นมักจะขึ้นชื่อในผมทรงโมฮอวก์ ซึ่งไม่นานมานี้ เขาได้โกนออก และย้อมเปนสีบลอนด์และดำ จาก สี ขาว เขียว และ แดง Johnny เปนสมาชิกวงที่อายุน้อยที่สุดและเตี้ยที่สุด Johnny เปนน้องชายของเพื่อนที่โรงเรียนของ Synyster Gates โดยเค้าจำได้ว่า ตอนอยู่ไฮสคูลนั้น ได้ถูก Syn กับ The Rev แกล้งตลอด หลังจากนั้น เมื่อ A7X ได้ถูกตั้งขึ้นมา เค้ามักจะเดินมาที่โรงรถที่วงจะซ้อม กันและพยายามที่จะทำให้คนอื่นในวง ประทับใจในทักษะการเล่นเบสของเขา
เอเวนเจดเซเวนโฟลด์ Avenged sevenfold (A7X) ได้ก่อตั้งวงขึ้นเมื่อปี 1999 โดยมีอัลบั้มแรกชื่อว่า Sounding the Seventh Trumpet โดยอัลบั้มนี้ได้เกิดขึ้น ตั้งแต่สมาชิกทั้งหมดของวงนั้นยังอายุเพียง 18 ปีเท่านั้น ได้ออกวางขายกัับสังกัด Good Life Recordings หลังจากนั้น Synyster Gates ได้เข้ามาร่วมกับทางวงและทำ การอัดเสียงเพลง To End The Rapture ใหม่โดยมี Gates เล่นในเพลงนี้ด้วย และได้ วางขายโดย Hopeless Records จากนั้นอัลบั้มต่อมามีชื่อว่า Waking the Fallen ซึ่งยังอยู่กับ Hopeless Records
เช่นเดิม อัลบั้มนี้มาแรงจนได้รับคำชมเป็นอย่างมาก จากนิตยสารโรลลิงสโตน หลังจากนั้นไม่นานเอเวนเจด เซเวนโฟลด์ ( A7X ) ก็ได้เซ็นสัญญากับ Warner Bros. Records.
City of Evil อัลบั้มที่ 3 ที่กำหนดออกวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 7 June 2005 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแนวเพลงจากเดิมที่เป็นแบบ Metal Core. ซึ่ง M.Shadows เลือกที่จะไม่ร้องแบบ Scream ( ตะโกนร้อง , คำรามเสียงแหบๆ เหมือนกับ 2 อัลบั้มแรกที่เคยทำ นั่นก็คืออัลบั้ม Sounding the seventh trumpet และ Waking the fallen นั่นเอง. เพราะ Shadows มีปัญหาเส้นเลือดแตกในลำคอและต่อมาต้องเข้า รับการผ่าตัดช่วยเหลือให้ดีขึ้น เค้าจึงบอกว่าจุดนี้ที่ทำให้เค้าต้องเปลี่ยน สไตล์ การร้องของเค้าเอง.
ใน DVD All Excess โปรดิวเซอร์ของวงในอัลบั้มที่ 2 และ 3 “Mudrock” ได้บอกไว้ว่าตั้งแต่ก่อนที่จะมีการทำอัลบั้ม Waking the fallen นั้น M.Shadows ได้พูดคุยกับเขาไว้แล้วว่าต้องการที่จะให้อัลบั้มนี้ใช้การอัดเสียงแบบ Scream ครึ่งนึง ร้องปกติครึ่งนึง และอัลบั้มต่อไปจะไม่ใช้เสียงร้องแบบ Scream (City of Evil) แต่ว่าภายหลัง Shadows ก็ฝึกร้อง Scream ได้ดีขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ที่เค้าต้องเข้ารับการผ่าตัด และยังได้รู้มาช่วยฝึกด้านการใช้เสียงให้ด้วย นั่นคือ “Ron Anderson” ผู้ซึ่งเคยทำงานร่วมกับศิลปินมากมาย อย่างเช่น กลุ่ม Various Artists จาก Axl Rose / Kylie Minogue / Chris Cornell / My Chemical Romance.
ใน DVD All Excess โปรดิวเซอร์ของวงในอัลบั้มที่ 2 และ 3 “Mudrock” ได้บอกไว้ว่าตั้งแต่ก่อนที่จะมีการทำอัลบั้ม Waking the fallen นั้น M.Shadows ได้พูดคุยกับเขาไว้แล้วว่าต้องการที่จะให้อัลบั้มนี้ใช้การอัดเสียงแบบ Scream ครึ่งนึง ร้องปกติครึ่งนึง และอัลบั้มต่อไปจะไม่ใช้เสียงร้องแบบ Scream (City of Evil) แต่ว่าภายหลัง Shadows ก็ฝึกร้อง Scream ได้ดีขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ที่เค้าต้องเข้ารับการผ่าตัด และยังได้รู้มาช่วยฝึกด้านการใช้เสียงให้ด้วย นั่นคือ “Ron Anderson” ผู้ซึ่งเคยทำงานร่วมกับศิลปินมากมาย อย่างเช่น กลุ่ม Various Artists จาก Axl Rose / Kylie Minogue / Chris Cornell / My Chemical Romance.
ในปี 2006 Avenged Sevenfold ได้ออกทัวร์ที่อเมริกา, อังกฤษ, ยุโรป, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ หลังจากที่ก่อนหน้านั้นได้มีการยกเลิกทัวร์ในช่วง Fall และ Winter 2006. ทางวงได้ออกมาประกาศว่า กำลังจะมีอัลบั้มใหม่ออกมาเป็นอัลบั้มที่ 4 ตามการที่ตั้งไว้จะมีกำหนดออกจำหน่ายในวันที่ 30 ตุลาคม 2007 ในอเมริกา
(ปัจจุบันนี้ได้ออกจำหน่ายเรียบร้อยแล้ว)
Shadows ได้บอกไว้ว่า “อัลบั้มนี้จะไม่ใช่ภาคต่อของทั้ง 2 อัลบั้ม (Waking the fallen, City of evil) แต่จะมีสิ่งที่น่าสนใจมาเซอร์ไพซ์ให้แฟนๆ
ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการทำเพลงในห้องอัดเสียง จะเสร็จสิ้นออกมาก็ประมาณเดือนสิงหาคมปี 2007 และจะมีการเริ่มออกทัวร์คอนเสริต์ในปี 2007
จะมีการทัวร์ในแถบเอเชียด้วย คือประเทศอินโดนีเซีย, สิงค์โปร์, ญี่ปุ่น,ไทย
ในวันที่ 9 สิงหาคม 2007 รายชื่อเพลงจากอัลบั้มใฟม่จะถูกลงบอกไว้ในเว็ป Myspace ของทางวง และในวันที่ 17 สิงหาคม 2007 ก็มีการปล่อย Single แรกออกมาเปิดตัว ชื่อว่าเพลง “Critical Acclaim”
(ปัจจุบันนี้ได้ออกจำหน่ายเรียบร้อยแล้ว)
Shadows ได้บอกไว้ว่า “อัลบั้มนี้จะไม่ใช่ภาคต่อของทั้ง 2 อัลบั้ม (Waking the fallen, City of evil) แต่จะมีสิ่งที่น่าสนใจมาเซอร์ไพซ์ให้แฟนๆ
ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการทำเพลงในห้องอัดเสียง จะเสร็จสิ้นออกมาก็ประมาณเดือนสิงหาคมปี 2007 และจะมีการเริ่มออกทัวร์คอนเสริต์ในปี 2007
จะมีการทัวร์ในแถบเอเชียด้วย คือประเทศอินโดนีเซีย, สิงค์โปร์, ญี่ปุ่น,ไทย
ในวันที่ 9 สิงหาคม 2007 รายชื่อเพลงจากอัลบั้มใฟม่จะถูกลงบอกไว้ในเว็ป Myspace ของทางวง และในวันที่ 17 สิงหาคม 2007 ก็มีการปล่อย Single แรกออกมาเปิดตัว ชื่อว่าเพลง “Critical Acclaim”
ประวัติสมาชิก
M.ShadowM. Shadows ชื่อจริงคือ Matt Charles Sanders เกิดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 1981 ตำแหน่งร้องนำ กับวง America hard rock / Heavy Metal นามว่า Avenged Sevenfold เค้ามาจาก Huntington Beach , California แต่ตอนนี้อาศัยอยู่ที่ Orange Country. ตอนที่เค้ายังเด็ก เค้าร่วมงานกับ 2-3 วง Punk Bands กับสมาชิก A7X อีกคน นั่นก็คือ Zacky Vengeance ในช่วงอัลบั้มแรกเพลงส่วนใหญ่จะค่อน
ข้างหนัก ใช้เสียงว๊ากในเพลงเป็นส่วนใหญ่ จึงยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในวงกว้างแต่แล้วในที่สุดพวกเค้าเริ่มเป็นที่ล่ำลือแพร่หลาย
ตั้งแต่ี่ที่ Shadow ได้ให้สัมภาษณกับนิตยสาร Revolver ว่าเส้นเสียงของเค้ามีปัญหา(เส้นเลือดในลำคอแตก)จึงจำเป็นจะต้องเปลี่ยนสไตล์ของเพลงของพวกเค้า. การที่จะรักษาเส้นเสียงนี้ให้ดีขึ้น Shadows จะต้องไม่ใช้เสียง (แบบ Scream)หรือการว๊ากนั่นเอง อย่างน้อย 5 ปี !
ข้างหนัก ใช้เสียงว๊ากในเพลงเป็นส่วนใหญ่ จึงยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในวงกว้างแต่แล้วในที่สุดพวกเค้าเริ่มเป็นที่ล่ำลือแพร่หลาย
ตั้งแต่ี่ที่ Shadow ได้ให้สัมภาษณกับนิตยสาร Revolver ว่าเส้นเสียงของเค้ามีปัญหา(เส้นเลือดในลำคอแตก)จึงจำเป็นจะต้องเปลี่ยนสไตล์ของเพลงของพวกเค้า. การที่จะรักษาเส้นเสียงนี้ให้ดีขึ้น Shadows จะต้องไม่ใช้เสียง (แบบ Scream)หรือการว๊ากนั่นเอง อย่างน้อย 5 ปี !
Synyster Gates
Synyster Gates หรือ Brian Elwin Haner, Jr. เกิดเมื่อวันที่ July 7 , 1981 ได้เข้ามา
ร่วมกับ A7X ในปี 2001 หลังจากที่วง
ได้ปล่อย อัลบั้มแรกของวง Sounding the Seventh Trumpet ไปแล้วโดยเข้ามาเล่น
ในตำแหน่งกีตาร์รี๊ด
พ่อของเขา Brian Haner Srเป็นนักดนตรี และได้ถูกขอให้ไปเล่นเพลง
ในเวอร์ชั่นอคูสติกของอัลบั้ม
ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Sidewinde ใน อัลบั้มCity of Evil Synyster Gates ตอนเปนเด็ก ได้เข้าเรียนที่Ocean View High School ณ Huntington Beach, California ต่อจากนั้นก้อได้ เข้าเรียนที่ Musicians Institute ใน Hollywood Synyster Gates เป็นกีต้าร์ระดับแนวหน้าของ โลกในยุคนี้เลยทเดียว ฝีมือของเขานั้น ถือว่าีเข้าขั้นเทพ!! ลอง search หาดูได้ครับ
Vengeance
Zacky Vengeance หรือ Zachary James Baker เป็นมือกีตาร์ของA7Xเล่นมือซ้ายด้วย เขาเกิดที่ Orange County แคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 1981 ในวัยเด็กๆพ่อแม่ ได้ส่งเค้าอยู่ที่ อียิป กับ นิวยอร์คมาหลาย ปี แต่พ่อแม่เค้าก้อพากลับมาอยู่ที่ Orange County เค้าได้เข้าเรียนประถมใน ร.ร. รัฐบาล แต่ต่อมาได้ย้ายไปที่ Huntington Beach High ทำให้เค้าได้พบกับ Matt Sanders หรือ M.Shadows, Jimmy Sullivan หรือ The Rev และ Brian Haner Jr หรือ Synyster Gates
The Rev
The Rev เกิดเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์1981 เข้าเรียนโรงเรียนเดียวกับ M.Shadows แต่ว่าถูกไล่ ออกไปตอน ป.2!! อัลบั้มแรกของเค้าออกมาเมื่อเค้าอายุ 18 ปี นอกจากจะอยู่กับ A7X แล้วเค้ายังมี Side Project ชื่อว่าวงPinkly Smooth กับ Synyster Gates อีกด้วย และเปนส่วนๆหนึ่งของวง Surf Punk ชื่อว่า Ballistico. และเขายังเคยเปนมือกลองให้แก่วง สกาชื่อว่า Suburban Legends และ Justin Sane มือเบสเก่าก้อยังเคยอยุ่ในวงนั้นด้วย The Rev นั้นเปนชื่อย่อมาจาก The ReverendTholomew Plague
Johnny Christ
Johnny Christ หรือชื่อจริงๆว่า Jonathan Lewis Seward เกิดวันที่ 18/11/1984 เปนมือเบสคนที่สามของวงหลังจาก Dameon Ash and Justin Sane มือเบส2คนที่แล้วลาออกไปโดยได้เริ่มมาเล่นกับ A7X ในอัลบั้ม Waking the fallen. Christ นั้นมักจะขึ้นชื่อในผมทรงโมฮอวก์ ซึ่งไม่นานมานี้ เขาได้โกนออก และย้อมเปนสีบลอนด์และดำ จาก สี ขาว เขียว และ แดง Johnny เปนสมาชิกวงที่อายุน้อยที่สุดและเตี้ยที่สุด Johnny เปนน้องชายของเพื่อนที่โรงเรียนของ Synyster Gates โดยเค้าจำได้ว่า ตอนอยู่ไฮสคูลนั้น ได้ถูก Syn กับ The Rev แกล้งตลอด หลังจากนั้น เมื่อ A7X ได้ถูกตั้งขึ้นมา เค้ามักจะเดินมาที่โรงรถที่วงจะซ้อม กันและพยายามที่จะทำให้คนอื่นในวง ประทับใจในทักษะการเล่นเบสของเขา
ประวัติ Kurt Cobain
10:16 | เขียนโดย
JJ King |
แก้ไขบทความ
ช่างเวลาหนึ่งของวงการดนตรีของอเมริกานั้นต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าเป็นยุคของร็อคผมยาว ชุดหนัง รองเท้าหนัง นิสัยต้องกร่างทำตัวแย่ๆเข้าไว้ มีเรื่องให้เยอะ ประดุจว่าเป็นเทพเจ้า และบทเพลงต้องมีโซโล่ที่รวดเร็วประดุจลมกรด และที่สำคัญจะต้องเป็นวงร็อคที่มีสมาชิกในวงเป็นกีต้าร์ฮีโร่ถึงจะเป็นที่นิยม แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปดนตรีเหล่านั้นได้ถูกเบียดตกขอบ โดยชายผู้หนึ่งที่เล่นกีต้าร์อย่างไม่มีเทคนิคหรือทฤษฎีอะไรมากมายเลย เขาไม่ใช่คนที่เล่นโซโล่เร็วหรือเพลงแทบไม่มีโซโล่เลยก็ว่าได้ เพลงไม่มีรูปแบบซับซ้อนอีกทั้งวงไม่ต้องใช้สมาชิกเยอะมากมาย มีเพียงแค่ 3 ชิ้นเท่านั้น
บทเพลงของเขารวมถึงในส่วนของดนตรีนั้นเขาเล่นมันออกมาจากใจและอารมณ์ดิบที่รอการปลดปล่อยออกมาทางบทเพลง บุคคลผู้นี้คือคนที่มาเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของดนตรีอีกหนึ่งหน้า และโลกจะต้องจดจำเขาผู้นี้ไปตลอดกาล เขาคือ Kurt Cobain ความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับตัวของ Kurt นั้นมันมาอย่างรวดเร็วมากนั้นตอนที่เขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกนั้นเขามีอายุเพียงแค่ 20 ปีเท่านั้น นับได้ว่าเป็นความสำเร็จที่ได้มาอย่างรวดเร็วเหลือเกิน Kurt เกิดเมื่อวันที่ 20 เดือน กุมภาพันธ์ ปี 1967 ในเมือง Aberdeen รัฐ Washington.ในช่วงวัยเด็กเขาเป็นเด็กที่ช่างกระตือรือร้นแทบทุกเรื่อง Kurt เป็นเด็กที่น่ารักชอบเล่นสนุกอย่างเด็กๆทั่วไป แต่พอเมื่อเขาย่างเข้าอายุ 7 ขวบทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเขาเริ่มที่จะเปลี่ยนจุดแรกที่เปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัดเจนเลยก็คือ สภาพครอบครัวต้องแตกแยก พ่อและแม่ของเขาตัดสินใจแยกทางเดินที่จะอยู่ด้วยกันและอีกจุดคือพ่อและแม่ของเขาส่งเขาไปอยู่กับญาติ และจุดเหล่านี้แหละที่เริ่มทำให้ Kurt เริ่มที่จะแตกต่างจากเด็กทั่วๆไป และเด็กหลายๆคนก็มักที่จะเจอปัญหานี้เช่นกันนั้นคือ การขาดความอบอุ่นและการใส่ใจดูแล หากใครได้สังเกตเห็นเนื้อเพลงของ Nirvana ที่ชื่อว่า Silver เพลงนี้แหละครับที่เขาแต่งมันออกมาเพื่อสะท้อนชีวิตที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ชีวิตของ Kurt เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงขึ้นเรื่อยๆ เขาเริ่มเก็บตัวเงียบๆไม่ค่อยพูดคุยกับใครมากนัก เขาเริ่มเกลียดโรงเรียนและเริ่มที่จะไม่ไปเรียน
Kurt เริ่มหันมาสนใจศิลปะและชอบวาดรูปแทนการไปเรียนหนังสือ และอีกสิ่งในชีวิตของเขาที่ชอบและขาดไม่ได้เลย อีกทั้งเป็นต้นกำเนิดในการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งด้วย นั้นคือ ? ดนตรี ? ในช่วงแรกนั้นเขาเริ่มฟังเพลงของวง The Beatles และ The Monkees ต่อมาจุดเปลี่ยนแปลงและต้นกำเนิดของ Nirvana เกิดขึ้นเมื่อเขาได้รู้จักกับวงอย่าง Black Sabbath, The Sex Pistols และวง The Clash เป็นต้น จะเห็นได้ว่าวงพวกนี้จะมีความเป็นพังก์และความดิบของดนตรีร็อกอยู่สูง ดังนั้นดนตรีเหล่านี้จึงสะท้อนออกมาทางบทเพลงของ Nirvana อยู่เยอะที่เดียว และเมื่อถึงวันเกิดครบรอบ 14 ปีของเขา Kurt ก็ได้ซื้อกีต้าร์ตัวแรกในชีวิตและเขาก็เริ่มหัดและทกลองเล่นในสิ่งที่แตกต่างออกไปจากมือกีต้าร์คนอื่นๆ และKurt ยังได้ก่อตั้งวงขึ้นมาหนึ่งวงและตั้งชื่อมันว่า Melvins และ Kurt ก็ได้ทำสิ่งหนึ่งที่คนอื่นๆที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันไม่กล้าทำและเป็นสิ่งที่บรรดาผู้ใหญ่ต่างก็คิดไม่ถึงนั้คือการที่เขาตัดสินใจออกจากโรงเรียนก่อนที่จะจบในอีกไม่นานเพื่อที่จะมาเล่นดนตรี แต่ต่อมาทุกอย่างก็ต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งเมื่องานในสายดนตรีมันไม่ได้ยืนยาวอย่างที่เขาคิด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Kurt ก็ไม่ได้ท้ออะไรเกี่ยวกับมันมาก
มันกลับยิ่งเป็นแรงส่งให้เขาตั้งวงขึ้นมาใหม่อีกหนึ่งวงซึ่งเป็นวงดนตรีสามชิ้น และใช้ชื่อว่า ? Nirvana ? ในยุคแรกของ Nirvana มีสมาชิกหลักๆก็คือ Kurt ที่รับตำแหน่งร้องและเล่นกีต้าร์ Krist Novaselic รับตำแหน่งมือเบส ในส่วนของมือกลองนั้นยังต้องคอยสลับสับเปลี่ยนมือกลองเข้ามาใหม่อยู่เป็นเรื่องประจำ และแล้วในที่สุดความฝันของพวกเขาก็เป็นจริงเมือ่อัลบัมชุดแรกได้ออกมาในชื่อชุด Bleach เมื่อปี 1989 พวกเขาเริ่มออกทัวร์ แม้ว่าจะยังไม่เป็นที่รู้จักซักเท่าไหร่นักแต่ Nirvana ก็มีแฟนเพลงอยู่กลุ่มหนึ่ง และซิงเกิ้ลที่สองก็ได้ออกมาแต่ก็ไม่เป็นที่ประสบความสำเร็จ จึงส่งผลให้ทางวงตัดสินใจที่จะเปลี่ยนสังกัดอยู่ และก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่างเริ่มจากพวกเขาได้อยู่สังกัด Geffen การเปลี่ยนแปลงที่สองก็คือ Nirvana ได้สมาชิกใหม่และเป็นสมาชิกถาวรจนถึงปัจจุบันนั้นคือ Dave Grohl ซึ่งมารับตำแหน่งมือกลอง
การเปลี่ยนแปลงอย่างสุดท้ายถือว่าเป็นการเปลี่ยนวงการดนตรีทั้งโลกเลยก็ว่าได้เพราะพวกเขาได้ออกอัลบัมที่กลายเป็นอมตะไปซะแล้วสำหรับโลกนี้นั้นคืออัลบัมชุด Nevermind ซึ่งอัลบัมชุดนี้นอกจากจะเปลี่ยนกระแสดนตรีแล้วก็ยังมีเพลงฮิตตลอดกาลอย่าง "Smells Like Teen Spirit " , "Come as You Are" และ "Something in the Way " พวกเขากลายเป็นฮีโร่ของเด็กรุ่นใหม่และไม่มีทางที่จะปฎิเสธได้เลยว่าวัยรุ่นที่หัดเล่นกีต้าร์ในยุคนั้นจะไม่เคยแกะเพลงของเขาเล่น และความสำเร็จของ Nirvana ก็ยิ่งเป็นที่รู้จักและเป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้นเมื่อพวกเขาได้ออกรายการ MTV's Headbanger's Ball และ NBC's Saturday Night Live. Nirvana เริ่มออกทัวร์กันอย่างหนักแบบประมาณว่าน้ำขึ้นให้รีบตัก แต่อย่างไรก็ตามความสำเร็จของพวกเขาที่เข้ามาถึงจะเป็นเรื่องที่ดีแต่ก็มีเรื่องที่เลวร้ายเข้ามาด้วยเช่นกัน เมื่อ Kurt เริ่มที่จะติดยาเสพติดอย่างหนักไม่ว่าจะเป็นมอร์ฟีนหรือเฮโรอีน หลายต่อต่อหลายครั้งที่ Kurt ให้สัมภาษณ์เขามักจะบอกว่าเขาต้องใช้ยาพวกนี้เพื้ฃ่อที่จะระงับอาการปวดท้องอย่างรุนแรงจากโรคกระเพาะ และนั้นเองคือจุดเริ่มต้นของความหายนะที่ยิ่งใหญ่ที่กำลังตามมา ปี 1992 Kurt ได้พบกับการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งเพราะเขากำลังจะแต่งงานกับ Courtney Love ศิลปินสาวแห่งวงร็อกอย่าง Holeและแล้วทั้งคู่ก็ได้ลูกสาวหนึ่งคน ปี 1993 ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการสูญเสียเมื่อ Kurt เริ่มที่จะหันหน้าเข้าหาเฮโลอีน เขาติดมันจนถอนตัวไม่ขึ้นอย่างแน่นอน และแล้วงานต่างๆที่เข้ามาหลายๆครั้ง Kurt ก็ทำมันเสีย บางครั้งเขาก็เล่นแบบไม่จบคอนเสริต และในปีนี้ Nirvana ก็ได้ออกอัลบัมมาอีกหนึ่งชุดนั้นคือ In Utero และอัลบัมชุดนี้ก็กลายเป็นประวัติศาสตร์อีกด้วยเนื่องจากเป็นอัลบัมที่บันเสียงในสตูดิโอเป็นชุดสุดท้ายของ Nirvana ปี 1994 Nirvana ได้เล่นคอนเสริตที่ดีอีกหนึ่งคอนเสริตนั้นคือ MTV unplugged และแล้วสิ่งที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยนั้นก็คือ Kurt ตัดสินใจใช้ปืนลูกซองยิงกรอกปากตัวเอง และศพของ Kurt ถูกพบหลังจากการตายสามวัน นั้นคือวันที่ 8 เมษายน ปี 1994 ซึ่งนับว่าเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งของวงการดนตรีอีกครั้ง
บทเพลงของเขารวมถึงในส่วนของดนตรีนั้นเขาเล่นมันออกมาจากใจและอารมณ์ดิบที่รอการปลดปล่อยออกมาทางบทเพลง บุคคลผู้นี้คือคนที่มาเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของดนตรีอีกหนึ่งหน้า และโลกจะต้องจดจำเขาผู้นี้ไปตลอดกาล เขาคือ Kurt Cobain ความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับตัวของ Kurt นั้นมันมาอย่างรวดเร็วมากนั้นตอนที่เขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกนั้นเขามีอายุเพียงแค่ 20 ปีเท่านั้น นับได้ว่าเป็นความสำเร็จที่ได้มาอย่างรวดเร็วเหลือเกิน Kurt เกิดเมื่อวันที่ 20 เดือน กุมภาพันธ์ ปี 1967 ในเมือง Aberdeen รัฐ Washington.ในช่วงวัยเด็กเขาเป็นเด็กที่ช่างกระตือรือร้นแทบทุกเรื่อง Kurt เป็นเด็กที่น่ารักชอบเล่นสนุกอย่างเด็กๆทั่วไป แต่พอเมื่อเขาย่างเข้าอายุ 7 ขวบทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเขาเริ่มที่จะเปลี่ยนจุดแรกที่เปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัดเจนเลยก็คือ สภาพครอบครัวต้องแตกแยก พ่อและแม่ของเขาตัดสินใจแยกทางเดินที่จะอยู่ด้วยกันและอีกจุดคือพ่อและแม่ของเขาส่งเขาไปอยู่กับญาติ และจุดเหล่านี้แหละที่เริ่มทำให้ Kurt เริ่มที่จะแตกต่างจากเด็กทั่วๆไป และเด็กหลายๆคนก็มักที่จะเจอปัญหานี้เช่นกันนั้นคือ การขาดความอบอุ่นและการใส่ใจดูแล หากใครได้สังเกตเห็นเนื้อเพลงของ Nirvana ที่ชื่อว่า Silver เพลงนี้แหละครับที่เขาแต่งมันออกมาเพื่อสะท้อนชีวิตที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ชีวิตของ Kurt เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงขึ้นเรื่อยๆ เขาเริ่มเก็บตัวเงียบๆไม่ค่อยพูดคุยกับใครมากนัก เขาเริ่มเกลียดโรงเรียนและเริ่มที่จะไม่ไปเรียน
Kurt เริ่มหันมาสนใจศิลปะและชอบวาดรูปแทนการไปเรียนหนังสือ และอีกสิ่งในชีวิตของเขาที่ชอบและขาดไม่ได้เลย อีกทั้งเป็นต้นกำเนิดในการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งด้วย นั้นคือ ? ดนตรี ? ในช่วงแรกนั้นเขาเริ่มฟังเพลงของวง The Beatles และ The Monkees ต่อมาจุดเปลี่ยนแปลงและต้นกำเนิดของ Nirvana เกิดขึ้นเมื่อเขาได้รู้จักกับวงอย่าง Black Sabbath, The Sex Pistols และวง The Clash เป็นต้น จะเห็นได้ว่าวงพวกนี้จะมีความเป็นพังก์และความดิบของดนตรีร็อกอยู่สูง ดังนั้นดนตรีเหล่านี้จึงสะท้อนออกมาทางบทเพลงของ Nirvana อยู่เยอะที่เดียว และเมื่อถึงวันเกิดครบรอบ 14 ปีของเขา Kurt ก็ได้ซื้อกีต้าร์ตัวแรกในชีวิตและเขาก็เริ่มหัดและทกลองเล่นในสิ่งที่แตกต่างออกไปจากมือกีต้าร์คนอื่นๆ และKurt ยังได้ก่อตั้งวงขึ้นมาหนึ่งวงและตั้งชื่อมันว่า Melvins และ Kurt ก็ได้ทำสิ่งหนึ่งที่คนอื่นๆที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันไม่กล้าทำและเป็นสิ่งที่บรรดาผู้ใหญ่ต่างก็คิดไม่ถึงนั้คือการที่เขาตัดสินใจออกจากโรงเรียนก่อนที่จะจบในอีกไม่นานเพื่อที่จะมาเล่นดนตรี แต่ต่อมาทุกอย่างก็ต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งเมื่องานในสายดนตรีมันไม่ได้ยืนยาวอย่างที่เขาคิด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Kurt ก็ไม่ได้ท้ออะไรเกี่ยวกับมันมาก
มันกลับยิ่งเป็นแรงส่งให้เขาตั้งวงขึ้นมาใหม่อีกหนึ่งวงซึ่งเป็นวงดนตรีสามชิ้น และใช้ชื่อว่า ? Nirvana ? ในยุคแรกของ Nirvana มีสมาชิกหลักๆก็คือ Kurt ที่รับตำแหน่งร้องและเล่นกีต้าร์ Krist Novaselic รับตำแหน่งมือเบส ในส่วนของมือกลองนั้นยังต้องคอยสลับสับเปลี่ยนมือกลองเข้ามาใหม่อยู่เป็นเรื่องประจำ และแล้วในที่สุดความฝันของพวกเขาก็เป็นจริงเมือ่อัลบัมชุดแรกได้ออกมาในชื่อชุด Bleach เมื่อปี 1989 พวกเขาเริ่มออกทัวร์ แม้ว่าจะยังไม่เป็นที่รู้จักซักเท่าไหร่นักแต่ Nirvana ก็มีแฟนเพลงอยู่กลุ่มหนึ่ง และซิงเกิ้ลที่สองก็ได้ออกมาแต่ก็ไม่เป็นที่ประสบความสำเร็จ จึงส่งผลให้ทางวงตัดสินใจที่จะเปลี่ยนสังกัดอยู่ และก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่างเริ่มจากพวกเขาได้อยู่สังกัด Geffen การเปลี่ยนแปลงที่สองก็คือ Nirvana ได้สมาชิกใหม่และเป็นสมาชิกถาวรจนถึงปัจจุบันนั้นคือ Dave Grohl ซึ่งมารับตำแหน่งมือกลอง
การเปลี่ยนแปลงอย่างสุดท้ายถือว่าเป็นการเปลี่ยนวงการดนตรีทั้งโลกเลยก็ว่าได้เพราะพวกเขาได้ออกอัลบัมที่กลายเป็นอมตะไปซะแล้วสำหรับโลกนี้นั้นคืออัลบัมชุด Nevermind ซึ่งอัลบัมชุดนี้นอกจากจะเปลี่ยนกระแสดนตรีแล้วก็ยังมีเพลงฮิตตลอดกาลอย่าง "Smells Like Teen Spirit " , "Come as You Are" และ "Something in the Way " พวกเขากลายเป็นฮีโร่ของเด็กรุ่นใหม่และไม่มีทางที่จะปฎิเสธได้เลยว่าวัยรุ่นที่หัดเล่นกีต้าร์ในยุคนั้นจะไม่เคยแกะเพลงของเขาเล่น และความสำเร็จของ Nirvana ก็ยิ่งเป็นที่รู้จักและเป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้นเมื่อพวกเขาได้ออกรายการ MTV's Headbanger's Ball และ NBC's Saturday Night Live. Nirvana เริ่มออกทัวร์กันอย่างหนักแบบประมาณว่าน้ำขึ้นให้รีบตัก แต่อย่างไรก็ตามความสำเร็จของพวกเขาที่เข้ามาถึงจะเป็นเรื่องที่ดีแต่ก็มีเรื่องที่เลวร้ายเข้ามาด้วยเช่นกัน เมื่อ Kurt เริ่มที่จะติดยาเสพติดอย่างหนักไม่ว่าจะเป็นมอร์ฟีนหรือเฮโรอีน หลายต่อต่อหลายครั้งที่ Kurt ให้สัมภาษณ์เขามักจะบอกว่าเขาต้องใช้ยาพวกนี้เพื้ฃ่อที่จะระงับอาการปวดท้องอย่างรุนแรงจากโรคกระเพาะ และนั้นเองคือจุดเริ่มต้นของความหายนะที่ยิ่งใหญ่ที่กำลังตามมา ปี 1992 Kurt ได้พบกับการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งเพราะเขากำลังจะแต่งงานกับ Courtney Love ศิลปินสาวแห่งวงร็อกอย่าง Holeและแล้วทั้งคู่ก็ได้ลูกสาวหนึ่งคน ปี 1993 ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการสูญเสียเมื่อ Kurt เริ่มที่จะหันหน้าเข้าหาเฮโลอีน เขาติดมันจนถอนตัวไม่ขึ้นอย่างแน่นอน และแล้วงานต่างๆที่เข้ามาหลายๆครั้ง Kurt ก็ทำมันเสีย บางครั้งเขาก็เล่นแบบไม่จบคอนเสริต และในปีนี้ Nirvana ก็ได้ออกอัลบัมมาอีกหนึ่งชุดนั้นคือ In Utero และอัลบัมชุดนี้ก็กลายเป็นประวัติศาสตร์อีกด้วยเนื่องจากเป็นอัลบัมที่บันเสียงในสตูดิโอเป็นชุดสุดท้ายของ Nirvana ปี 1994 Nirvana ได้เล่นคอนเสริตที่ดีอีกหนึ่งคอนเสริตนั้นคือ MTV unplugged และแล้วสิ่งที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยนั้นก็คือ Kurt ตัดสินใจใช้ปืนลูกซองยิงกรอกปากตัวเอง และศพของ Kurt ถูกพบหลังจากการตายสามวัน นั้นคือวันที่ 8 เมษายน ปี 1994 ซึ่งนับว่าเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งของวงการดนตรีอีกครั้ง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




